คุยกับ AI ตอนที่ 4: ทำไมคิดนานขึ้นจึงอาจตอบได้ดีขึ้น
ความต่างระหว่างความรู้ใน weights กับการใช้ compute ระหว่างตอบ รวมถึง reasoning, การลองหลายคำตอบ และวงจรตรวจสอบของ agent
ตอนที่ 4 จาก 11 ตอนในชุด คุยกับ AI: จากการ Train LLM ถึง AGI
บันทึกบทสนทนาระหว่าง นพ.สุทธิศักดิ์ เด่นดวงใจ กับ ChatGPT-5.6 Reasoning Instant จากแชตต้นฉบับ คงคำอธิบายและตัวอย่างของ ChatGPT ไว้ โดยปรับหัวข้อ ตาราง และสัญลักษณ์สมการให้อ่านบนเว็บได้สะดวก
ผม: เล่าต่อ
ChatGPT-5.6 Reasoning Instant:
ทีนี้มาถึงจุดที่ทำให้ LLM ยุคใหม่เริ่มดูไม่เหมือน autocomplete แล้วครับ 🧠⚙️
คำถามคือ:
ถ้า weights เท่าเดิม ทำไมให้โมเดล “คิดมากขึ้น” แล้วตอบดีขึ้นได้?
เพราะความฉลาดที่เราเห็นตอนใช้งานไม่ได้ขึ้นกับสิ่งที่ถูกเก็บใน weights อย่างเดียว แต่ขึ้นกับว่า เราอนุญาตให้โมเดลใช้ computation เพื่อหาคำตอบมากแค่ไหนตอน inference
เรียกว่า inference-time compute หรือ test-time compute
เริ่มจาก LLM ธรรมดาก่อน
สมมติถาม:
ร้านขายปากกา 17 บาท ดินสอ 8 บาท ซื้อปากกา 7 ด้ามกับดินสอ 13 แท่ง ต้องจ่ายเท่าไร?
วิธีตรง ๆ คือ:
17 × 7 = 119
8 × 13 = 104
119 + 104 = 223
แต่โมเดลไม่จำเป็นต้องสร้างขั้นตอนเหล่านี้ทั้งหมด มันอาจพยายามกระโดด:
Question
↓
Transformer
↓
"223 บาท"
โจทย์ง่ายก็ไม่มีปัญหา
แต่ถ้าเป็น:
วิเคราะห์ architecture นี้
หา race condition
ตรวจ security implications
เปรียบเทียบ 4 approaches
แล้วเสนอ migration plan
การกระโดดจากโจทย์ไป final answer ทันทีเริ่มอันตราย
ให้ computation เพิ่มทำอะไรได้?
แทนที่จะเป็น:
Problem
↓
Answer
สามารถเป็นแนวคิดประมาณ:
Problem
↓
Analyze
↓
Decompose
↓
Check assumptions
↓
Try solution
↓
Verify
↓
Revise
↓
Answer
จุดสำคัญคือ weights อาจเหมือนเดิม
แต่เส้นทาง computation ยาวขึ้น
เปรียบเทียบกับคนก็พอช่วยให้เห็นภาพ:
47 × 83 = ?
คุณอาจไม่ได้มี “สมองรุ่นใหม่” หลังจากหยิบกระดาษมา
แต่จาก:
คิดในหัว 1 วินาที
เปลี่ยนเป็น:
47 × 80 = 3760
47 × 3 = 141
3760 + 141 = 3901
ตรวจอีกครั้ง
ความน่าจะเป็นที่จะตอบถูกสูงขึ้น เพราะใช้ computation เพิ่ม
Reasoning model จึงไม่ได้หมายถึงแค่ "LLM ตัวใหญ่"
นี่เป็น distinction สำคัญ
เรามีสองแกน:
Training compute
↑
ใช้ตอนสร้างโมเดล
Inference compute
↑
ใช้ตอนตอบคำถาม
สมมติเชิงแนวคิด:
Inference Compute
↑
│
Reasoning │ ●
│
│
│
Normal assistant │ ●
│
└────────────→
Training
capability
เราสามารถลงทุนเพิ่มได้ทั้งสองด้าน
แล้วมัน "คิด" อะไรอยู่?
ตรงนี้ต้องระวังคำ
เราไม่ควรจินตนาการว่ามีมนุษย์ตัวจิ๋วนั่งพูดใน neural network ว่า:
“อืม... วันนี้เราจะแก้สมการยังไงดีนะ”
😂
สิ่งที่เกิดจริงคือ computation ของ neural network และระบบ inference ที่ถูกออกแบบให้ใช้ขั้นตอน/ทรัพยากรมากขึ้นเพื่อไปถึง output ที่ดีขึ้น
รายละเอียดของ reasoning system ของแต่ละบริษัทก็ไม่เหมือนกัน และหลายส่วนไม่ได้เปิดเผย
แต่ในระดับ concept เราสามารถคิดได้ว่า:
Input
↓
intermediate computation
↓
evaluate possibilities
↓
refine
↓
Output
ตัวอย่างที่เห็นชัดมากคือ Programming
สมมติคุณบอก coding agent:
TidySpace สแกน NTFS MFT ช้า ช่วย optimize
ถ้าใช้วิธี:
Prompt
↓
LLM
↓
แก้ FileA.cs
↓
เสร็จ
โอกาสพังสูงมาก 💣
เพราะมันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า bottleneck อยู่ตรงไหน
Agent ที่ดีกว่าควรทำ:
Read repository
↓
Find MFT scanner
↓
Trace call path
↓
Inspect allocations
↓
Inspect I/O pattern
↓
Form hypothesis
↓
Change implementation
↓
Build
↓
Benchmark/Test
↓
FAIL?
↙ ↘
Yes No
↓ ↓
Investigate Review diff
↓ ↓
Fix Final answer
สังเกตว่าตัว LLM ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน
สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือ จำนวน interaction กับ environment และ computation
นี่คือ Agentic Loop
LLM ธรรมดา:
User → LLM → Answer
Agent:
┌──────────────┐
│ ↓
User → LLM → Action → Result
↑ │
└──────────────┘
repeat
ตัวอย่าง:
LLM:
ต้องหา implementation ก่อน
→ search code
Result:
MftScanner.cs
LLM:
เปิดไฟล์
→ read file
Result:
...
LLM:
ตรงนี้ allocate byte[] ทุก record
ต้องตรวจว่า hot path จริงไหม
→ search usages
...
→ edit
→ build
Build failed
→ inspect compiler error
→ edit again
→ build
PASS
→ tests
PASS
นี่คือความแตกต่างมหาศาลระหว่าง:
LLM
กับ
AI Agent
Agent จึงมี "โลกภายนอก"
LLM ล้วน ๆ ถูกขังอยู่ในข้อความ:
┌─────────┐
Text → │ LLM │ → Text
└─────────┘
Agent มีมือและตาเพิ่ม:
┌───────────┐
│ LLM │
└─────┬─────┘
│
┌────────────┼─────────────┐
↓ ↓ ↓
Files Browser Shell
↓ ↓ ↓
Code Web Program
│ │ │
└────────────┼─────────────┘
↓
Results
│
└────→ LLM
และเครื่องมืออาจรวมถึง:
Git
GitHub
Compiler
Tests
Database
Email
Calendar
AWS
Browser
APIs
Python
...
ดังนั้นความสามารถของระบบทั้งหมดไม่ได้เท่ากับความสามารถของ LLM เพียงอย่างเดียว
นี่ทำให้เกิดสมการที่ผมอยากให้จำ
แบบไม่ใช่สมการวิชาการนะครับ แต่ใช้คิดได้ดี:
AI System Capability
≈
Model
× Context
× Tools
× Compute
× Feedback
โมเดลเก่งมากแต่ไม่มีข้อมูล:
Great Model × Bad Context
↓
🤷
โมเดลเก่งแต่ใช้ข้อมูลเก่า:
Great Model × Stale Data
↓
Confident nonsense
โมเดลเก่ง + repository + compiler:
Model
+ Code Search
+ Compiler
+ Tests
+ Git
+ Iteration
↓
Coding Agent
นี่คือเหตุผลที่การเปรียบเทียบ AI ด้วย benchmark ของ model อย่างเดียว เริ่มไม่พอสำหรับงาน agentic
Verification สำคัญมาก
LLM มีปัญหาพื้นฐานอย่างหนึ่ง:
มันสามารถสร้างคำตอบที่ฟังดูน่าเชื่อได้ แม้คำตอบจะผิด
แต่ถ้ามี environment ตรวจได้ เราสามารถเปลี่ยนโจทย์ได้
จาก:
LLM:
"ผมคิดว่า code นี้ compile ได้"
เป็น:
LLM
↓
write code
↓
dotnet build
↓
Compiler:
CS1503 ...
ตอนนี้ไม่ต้อง “เชื่อ” LLM แล้ว
Compiler เป็นกรรมการ 🧑⚖️
แก้อีกครั้ง:
LLM
↓
Fix
↓
dotnet build
↓
PASS
↓
dotnet test
↓
137 passed
↓
ตรวจ diff
นี่ทรงพลังกว่าการเพิ่มความฉลาดของโมเดลอย่างเดียวเสียอีก
Reinforcement Learning กลับมาอีกครั้งตรงนี้
จำตอนแรกที่เราคุยเรื่อง training ได้ไหม:
Model
↓
Output
↓
Reward
↓
ปรับ weights
ถ้าเราสามารถสร้าง environment ที่มีคำตอบตรวจสอบได้ เช่น:
Math
Coding
Games
Formal proofs
เราสามารถให้ reward ได้ค่อนข้างชัด
เช่น coding:
Generated patch
↓
Tests
↓
150/150 PASS
↓
Reward ↑
หรือ:
Generated patch
↓
Tests
↓
73 failures
↓
Reward ↓
จึงมี feedback ที่ดีกว่าแค่ถามมนุษย์ว่า:
“คำตอบนี้ดูดีไหม?”
แล้วทำไม Math กับ Code ถึงสำคัญกับการ Train reasoning?
เพราะมีสิ่งที่เรียกว่า verifiable rewards
โจทย์:
Solve:
x² - 5x + 6 = 0
ตรวจได้ว่า:
x = 2, 3
Code:
Implement function X
ตรวจด้วย:
unit tests
Chess:
win / lose
Formal theorem:
proof valid / invalid
จึงสร้าง training signal ที่คมมาก
โลกจริงอย่าง:
“ออกแบบ architecture ที่ดีที่สุด”
ตรวจยากกว่ามาก เพราะไม่มี:
ArchitectureTests.exe
PASS: This is objectively the best architecture.
น่าเสียดาย 😆
แล้ว "Thinking level" ที่คุณเห็นใน ChatGPT คืออะไร?
ในระดับ product concept การเลือกให้ระบบใช้ reasoning มากขึ้น หมายถึงยอมแลก:
Compute ↑
Latency ↑
Cost ↑
เพื่อเพิ่มโอกาสได้:
Analysis quality ↑
Planning ↑
Verification ↑
Complex problem solving ↑
จึงไม่ควรใช้ระดับสูงสุดกับทุกอย่าง
ถาม:
“HTTP 404 คืออะไร?”
ไม่จำเป็นต้องส่ง AI เข้าถ้ำไปนั่งสมาธิ 40 นาที 🧘
แต่:
“วิเคราะห์ architecture ของ HealthTAG ทั้งระบบ แล้วออก migration plan โดยห้าม downtime”
ตรงนี้ reasoning budget เพิ่มมีประโยชน์มาก
และนี่นำไปสู่แนวคิดที่ใหญ่กว่า "Model"
เมื่อก่อนเราคิดว่า:
Better AI
=
Bigger model
ตอนนี้ภาพเริ่มเป็น:
Better AI System
=
Good Model
+
Reasoning Compute
+
Context Management
+
Memory
+
Retrieval
+
Tools
+
Environment
+
Verification
+
Agent Loop
และคุณจะเห็นว่าหลายอย่าง ไม่ได้อยู่ใน neural network เลย
นี่สำคัญมาก
ลองเอาทุกตอนที่เราเรียนมาประกอบกัน
ตอนนี้ภาพทั้งหมดเป็น:
TRAINING
│
┌────────────▼────────────┐
│ Training Data │
└────────────┬────────────┘
↓
Token prediction
↓
Backprop
↓
Update weights
↓
┌────────────────┐
│ LLM │
│ Transformer │
│ Weights │
└───────┬────────┘
│
══════════════════════╪══════════════════════
│
INFERENCE
│
┌────────▼────────┐
│ Context │
│ prompt / files │
│ retrieved info │
└────────┬────────┘
↓
┌────────────────┐
│ LLM │
└───────┬────────┘
↓
Reasoning
↓
Need a tool?
↙ ↘
Yes No
↓ ↓
┌────────────────┐ │
│ Web / Code / │ │
│ Git / DB / API │ │
└───────┬────────┘ │
↓ │
Result │
↓ │
└─────┬─────┘
↓
Verify
↓
Good enough?
↙ ↘
No Yes
↓ ↓
Loop Answer
นี่ใกล้เคียงกับ mental model ของ AI system สมัยใหม่มากกว่าคำว่า “chatbot” เยอะ
และยังเหลือจิ๊กซอว์ชิ้นใหญ่ที่สุดอีกชิ้น 🧩:
ตอน Train จริง ๆ เราเอา GPU เป็นหมื่นตัวมาทำอะไร? Parameters หลายแสนล้านตัวอยู่ตรงไหน? ทำไมต้องใช้ VRAM มหาศาล? FP32, BF16, FP8 คืออะไร? Tensor Parallel, Data Parallel และ MoE คืออะไร?
ถ้าเข้าเรื่องนี้ต่อ คุณจะเริ่มเห็นระดับ hardware/infrastructure ว่า LLM จากสมการ ทาย token ถัดไป กลายเป็น data center ที่กินไฟระดับมหึมาได้อย่างไรครับ ⚡🏭
← ตอนก่อนหน้า: Context, Attention และความจำระหว่างคุย
ตอนถัดไป: GPU, VRAM และโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ฝึก LLM →
อ่านทั้งชุด
- คุยกับ AI ตอนที่ 1: การ Train LLM คืออะไร
- คุยกับ AI ตอนที่ 2: ทาย token ถัดไป แล้วเขียนโปรแกรมได้อย่างไร
- คุยกับ AI ตอนที่ 3: Context, Attention และความจำระหว่างคุย
- คุยกับ AI ตอนที่ 4: ทำไมคิดนานขึ้นจึงอาจตอบได้ดีขึ้น (ตอนนี้)
- คุยกับ AI ตอนที่ 5: GPU, VRAM และโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ฝึก LLM
- คุยกับ AI ตอนที่ 6: จาก Base Model มาเป็น Assistant
- คุยกับ AI ตอนที่ 7: LLM จำ เรียนรู้ หรือเดาคำตอบ
- คุยกับ AI ตอนที่ 8: ตาม token ผ่าน Transformer ทีละขั้น
- คุยกับ AI ตอนที่ 9: จาก LLM สู่ระบบ AI และ Agent
- คุยกับ AI ตอนที่ 10: เพิ่ม compute ให้ตอนฝึกหรือตอนตอบ
- คุยกับ AI ตอนที่ 11: จาก LLM ที่เก่งขึ้นไปสู่คำถามเรื่อง AGI