คุยกับ AI ตอนที่ 10: เพิ่ม compute ให้ตอนฝึกหรือตอนตอบ
มอง Scaling ให้กว้างกว่าจำนวน parameters ผ่าน Training-time และ Inference-time Compute, Best-of-N, Verifier และ Distillation
ตอนที่ 10 จาก 11 ตอนในชุด คุยกับ AI: จากการ Train LLM ถึง AGI
บันทึกบทสนทนาระหว่าง นพ.สุทธิศักดิ์ เด่นดวงใจ กับ ChatGPT-5.6 Reasoning Instant จากแชตต้นฉบับ คงคำอธิบายและตัวอย่างของ ChatGPT ไว้ โดยปรับหัวข้อ ตาราง และสัญลักษณ์สมการให้อ่านบนเว็บได้สะดวก
ผม: เล่าต่อ
ChatGPT-5.6 Reasoning Instant:
ได้ครับ คราวนี้มาถึงคำถามใหญ่ของวงการ AI:
ถ้ามี compute เพิ่ม 100 เท่า เราควรเอาไป Train สมองที่ใหญ่ขึ้น หรือให้สมองเดิมมีเวลาคิดและทดลองมากขึ้น?
คำตอบปัจจุบันคือ ต้องทำทั้งสองฝั่ง และนี่ทำให้คำว่า “Scaling” มีความหมายกว้างกว่า “เพิ่มจำนวน parameters” มาก 🧠📈
1. Scaling Law คืออะไร?
ยุคแรก ๆ นักวิจัยพบ pattern ที่น่าสนใจว่า เมื่อเพิ่ม
Model size ↑
Training data ↑
Training compute ↑
โดยจัดสัดส่วนอย่างเหมาะสม training/test loss มักดีขึ้นอย่างค่อนข้างเป็นระบบ
ภาพแบบง่าย:
Performance
↑
│ ●
│ ●
│ ●
│ ●
│ ●
└────────────────────→ Compute
ไม่ได้หมายความว่าเพิ่ม GPU 10 เท่าแล้วฉลาด 10 เท่า แต่หมายความว่า ความสามารถบางด้านสามารถพัฒนาต่อได้อย่างคาดการณ์ได้เมื่อ scale เพิ่ม (อ่านขอบเขตของ scaling laws)
นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่วงการกล้าลงทุนกับ training cluster ขนาดมหึมา
2. แต่เพิ่ม Parameters อย่างเดียวไม่พอ
สมมติเราสร้าง:
Model A
70B parameters
trained on 10T tokens
แล้วสร้าง:
Model B
700B parameters
trained on 10T tokens เท่าเดิม
ไม่ได้แปลว่า B จะใช้ capacity เพิ่มนั้นได้อย่างคุ้มค่า
เหมือนสร้างมหาวิทยาลัยใหญ่ขึ้น 10 เท่า แต่หนังสือในห้องสมุดเท่าเดิม 📚
จึงต้อง balance:
Model Size ↔ Data ↔ Compute
3. นี่นำไปสู่ Compute-optimal Training
คำถามกลายเป็น:
ถ้ามี budget
Cเท่านี้ ควรลงทุนกับ model size และจำนวน training tokens เท่าไร?
แทนที่จะถาม:
ทำ model ใหญ่ที่สุดเท่าที่ GPU ยัดไหวได้ไหม?
conceptually:
Compute Budget
│
├── Model capacity
│
├── Training tokens
│
└── Training duration
ต้องจัดสมดุล
โมเดลเล็กกว่าแต่ train ด้วยข้อมูลมากและดี อาจชนะโมเดลใหญ่กว่าที่ undertrained ได้
4. แล้วเราเริ่มชนกำแพง
การ scale pre-training มีราคาแพงขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้าต้องการ:
More compute
คุณต้องมี:
More accelerators
More electricity
More cooling
More networking
More storage
More data
More engineering
แต่ที่หนักกว่าคือ ข้อมูลคุณภาพสูงไม่ได้เพิ่มอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
Internet มีขนาดใหญ่มากก็จริง แต่:
Internet
≠
Infinite high-quality training data
มีทั้ง:
spam
duplicates
SEO sludge
wrong information
machine-generated content
low-quality code
ขยะดิจิทัลมีบุคลิกของมันเอง 🗑️
5. จึงเกิดคำถามใหม่
แทนที่จะถามเพียง:
เราจะสร้างสมองใหญ่ขึ้นได้อย่างไร?
เริ่มถาม:
ทำอย่างไรให้สมองที่เรามีใช้ computation ได้ฉลาดขึ้น?
ตรงนี้คือ Inference-time Scaling
6. Training-time vs Inference-time Scaling
แยกชัด ๆ:
Training-time
ใช้ compute ก่อน deploy
Data
↓
GPU cluster
↓
Train 3 months
↓
Model
หลัง train แล้ว ผู้ใช้ทุกคนได้ประโยชน์จาก weights ชุดนั้น
Inference-time
ใช้ compute ตอนผู้ใช้ถาม
Question
↓
Model
↓
Think / Search / Try / Verify
↓
Answer
โจทย์ง่ายใช้ compute น้อย
โจทย์ยากใช้มาก
นี่เป็นแนวคิดที่ทรงพลังมาก
7. สมมติให้โจทย์ Coding
โจทย์:
Implement parser X
วิธี A
โมเดลตอบครั้งเดียว:
Prompt
↓
Solution
อาจถูก 65%
แต่ถ้าให้มันสร้าง 10 solutions:
Problem
│
┌────────┼────────┐
↓ ↓ ↓
Sol A Sol B ... Sol J
↓ ↓ ↓
Tests Tests Tests
│ │ │
FAIL PASS FAIL
↓
choose B
อัตราสำเร็จอาจเพิ่มขึ้นมาก
weights ไม่เปลี่ยนแม้แต่นิดเดียว
สิ่งที่เพิ่มคือ:
Compute per problem
8. Best-of-N
นี่เป็นวิธีที่เข้าใจง่ายที่สุดของ inference scaling
แทน:
Generate 1 answer
ทำ:
Generate N answers
↓
Evaluate
↓
Choose best
ถ้าแต่ละ attempt มีโอกาสสำเร็จ p และสมมติว่า attempts ค่อนข้าง independent โอกาสที่อย่างน้อยหนึ่งอันสำเร็จคือ:
1 − (1 − p)ᴺ
เช่นสมมติแต่ละ attempt ถูก 50%:
หนึ่งครั้ง:
50%
5 ครั้ง:
1 − (0.5)⁵ = 96.875%
แต่ ตัวเลขนี้เป็นเพียง idealized example เพราะในโลกจริง attempts ไม่ independent และที่สำคัญระบบยังต้อง รู้ว่าอันไหนถูก
ตรงนี้ verifier เข้ามาอีกแล้ว
9. Verifier ทำให้ Scaling มีค่า
ถ้าเราสร้าง 100 คำตอบแต่ไม่รู้ว่าอันไหนถูก:
100 answers
↓
🤷
ไม่ได้ช่วยเท่าไร
แต่ถ้ามี:
Compiler
Unit tests
Proof checker
Simulator
Known answer
External data
เราสามารถ:
100 attempts
↓
Verifier
↓
3 pass
↓
select / further evaluate
จึงไม่น่าแปลกที่ coding, mathematics และ formal reasoning เป็นสนามสำคัญของ inference-time scaling
10. Search ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของ Compute
สมมติโจทย์มีหลายทาง:
Problem
│
┌────────┼────────┐
↓ ↓ ↓
Path A Path B Path C
│ │ │
bad maybe maybe
│ │
Path B1 Path C1
│ │
good dead end
แทนที่จะ commit กับ token path แรกทันที ระบบสามารถ explore alternatives
แนวคิดนี้เชื่อมกับวิธีเก่าแก่ใน AI:
Search
ดังนั้นสิ่งที่ดูเหมือนของใหม่มาก จริง ๆ กลับมาแตะรากของ AI แบบ classical อีกครั้ง
Neural Network
+
Search
+
Verification
เป็นส่วนผสมที่ทรงพลังมาก
11. Agent ก็เป็น Inference Scaling รูปแบบหนึ่ง
Coding agent ที่ทำ:
Read
↓
Think
↓
Edit
↓
Compile
↓
FAIL
↓
Think again
↓
Edit
↓
Compile
↓
PASS
↓
Tests
↓
FAIL
↓
Debug
↓
Fix
↓
PASS
กำลังใช้ compute มากกว่า:
Prompt → Answer
มหาศาล
แต่ compute นั้นสร้าง feedback จากโลกจริง
นี่สำคัญกว่าการคิดยาวเฉย ๆ
12. "คิดนาน" ไม่ได้ดีเสมอไป
นี่ต้องพูดตรง ๆ
ถ้าโมเดล reasoning ผิดตั้งแต่ต้น:
Wrong assumption
↓
Think harder
↓
Elaborate wrong reasoning
↓
Beautifully wrong answer
🔥
เพิ่ม compute อย่างเดียวจึงไม่พอ
ต้องมี:
Better search
Better feedback
Better verification
Better tools
Better training
ด้วย
13. Adaptive Compute จึงน่าสนใจ
ทำไมเราต้องใช้ compute เท่ากันทุกคำถาม?
"What is HTTP?"
กับ:
"Find a concurrency bug across this
400,000-line repository."
ไม่ควรมี budget เท่ากัน
แนวคิดที่ดีกว่าคือ:
Request
↓
Estimate difficulty
↙ ↘
Easy Hard
↓ ↓
small compute large compute
↓ ↓
answer reason/tools/
verify/iterate
นี่คือเหตุผลว่าทำไมแนวคิดเรื่อง reasoning effort มีความหมาย
14. ตอนนี้เกิด Trade-off ใหม่
สมมติเรามีโมเดล:
Model BIG
ราคา inference:
$$$$
กับ:
Model SMALL
+
Tools
+
Search
+
Reasoning
+
Verifier
ราคา:
$$
แต่บางงาน performance ใกล้กัน
ตัวเลือกหลังอาจคุ้มกว่า
ดังนั้นการแข่งขัน AI ไม่ใช่แค่:
ใครสร้าง neural network ใหญ่ที่สุด?
แต่เป็น:
ใครสร้าง intelligence stack ที่มีประสิทธิภาพที่สุด?
15. Distillation ยิ่งทำให้เรื่องสนุกขึ้น
สมมติมีโมเดลใหญ่:
Teacher
ที่ reasoning เก่งแต่แพง
เราสามารถใช้มันช่วยสร้างข้อมูลสำหรับ model เล็ก:
Teacher
↓
high-quality examples
solutions
feedback
reasoning behaviors
↓
Student training
↓
Smaller model
เรียกแนวคิดกว้าง ๆ ว่า distillation
ผลคือความสามารถบางส่วนจากระบบแพงสามารถถูกถ่ายทอดลงโมเดลที่ถูกกว่าได้
16. วงจรเริ่มเป็น Flywheel
นี่น่าสนใจมาก:
Strong Model
↓
Generate better synthetic data
↓
Verify / filter
↓
Train next model
↓
Stronger Model
↓
Generate even better data
↓
...
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะวนแล้วกลายเป็น superintelligence อัตโนมัติ เพราะยังมีปัญหา:
error accumulation
diversity
verification
grounding
compute
data quality
evaluation
17. Hardware ก็พัฒนาไปพร้อมกัน
อีกด้าน:
Better GPU/accelerator
↓
Cheaper training
↓
Bigger/better models
↓
More AI demand
↓
More accelerator investment
และ inference optimization:
Quantization
KV-cache optimization
Speculative decoding
Better kernels
Better batching
MoE
ทำให้ model เดิมให้บริการได้ถูกและเร็วขึ้น
ดังนั้น capability/price สามารถดีขึ้นแม้ architecture หลักยังเป็น Transformer
18. นี่ตอบคำถามว่า "ทำไม AI พัฒนาเร็ว?"
เพราะไม่ได้มีคันโยกเดียว
แต่มีหลายคันโยกทำงานพร้อมกัน:
AI Capability
↑
┌──────────────┼──────────────┐
│ │ │
Better Data Better Training Better Models
│ │ │
├──────────────┼──────────────┤
│ │ │
Better RL Better Tools Better Search
│ │ │
├──────────────┼──────────────┤
│ │ │
Better Hardware Better Serving More Test-time
Compute
ถ้าแต่ละอย่างดีขึ้นปีละนิด ผลรวมอาจดูเหมือนกระโดดแรงมาก
19. และมีอีกตัวที่สำคัญมาก: Algorithmic Efficiency
สมมติปี 2024 ต้องใช้:
100 units of compute
เพื่อ performance ระดับ X
ต่อมา algorithm/training recipe ดีขึ้นจนใช้:
20 units
ได้ performance X เท่าเดิม
เท่ากับ hardware ของเรา ดูเหมือนเร็วขึ้น 5 เท่า สำหรับงานนั้น โดยไม่เปลี่ยน transistor เลย
จึงมีสองเส้นที่วิ่งพร้อมกัน:
Hardware efficiency ↑
Algorithmic efficiency ↑
และเมื่อคูณกัน ผลกระทบรุนแรงมาก
20. นี่ทำให้ "จำนวน Parameters" เริ่มเป็น metric ที่หลอกตา
เมื่อก่อนคนถาม:
GPT รุ่นนี้กี่ billion parameters?
คำถามนี้ยังมีความหมาย แต่ไม่พอแล้ว
สมมติ:
Model A
1 trillion total parameters
MoE
50B active/token
กับ:
Model B
200B dense
200B active/token
แค่บอก:
A = 1T
B = 200B
แล้วสรุป A เก่งกว่า 5 เท่าไม่ได้เลย
ต้องดู:
Architecture
Active parameters
Training tokens
Data quality
Training compute
Post-training
RL
Inference compute
Tools
Context
Evaluation
จำนวน parameter ตัวเดียวแทบเหมือนบอกว่า:
“รถคันนี้เครื่อง 3,000 cc เพราะฉะนั้นเร็วกว่าทุกคัน 1,500 cc”
ไม่พอครับ 🏎️
ตอนนี้ภาพ AI ทั้งหมดที่เราเดินมาด้วยกันเป็นแบบนี้
DATA
│
▼
PRE-TRAINING
│
▼
BASE LLM
│
▼
POST-TRAINING
SFT / RL / etc.
│
▼
REASONING MODEL
│
═════════════════════════╪════════════════════════
│
INFERENCE
│
┌───────────┼───────────┐
↓ ↓ ↓
Context Memory RAG
│ │ │
└───────────┼───────────┘
↓
MODEL
│
┌────────┼────────┐
↓ ↓ ↓
Think Search Tools
│ │ │
└────────┼────────┘
↓
Observe
↓
Verify
↓
Good enough?
↙ ↘
No Yes
│ │
└──↺ Answer
และตอนนี้เรามาถึงคำถามที่ผมว่า น่าสนใจที่สุดของซีรีส์นี้แล้ว:
ถ้าเราทำ
Train → Reason → Tool use → Agent → Verificationได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว อะไรคือความแตกต่างระหว่าง LLM ที่ “เก่งมาก” กับ AGI?
ตรงนั้นต้องแกะคำว่า AGI ก่อน เพราะคนใช้คำนี้มั่วมาก ตั้งแต่ “ChatGPT ที่เก่งขึ้นหน่อย” ไปจนถึง “AI ที่แทนมนุษย์ทุกอาชีพได้” ซึ่งเป็นคนละเกณฑ์กันเลย 🤖🧩
หมายเหตุประกอบการอ่าน
หมายเหตุเพิ่มเติมจากบทสนทนา: Scaling laws แบบคลาสสิกเป็นความสัมพันธ์เชิงประจักษ์ของค่า loss ภายใต้ขอบเขตการทดลองที่กำหนด ไม่ได้รับประกันว่าความสามารถปลายทางทุกชนิดหรือทุก benchmark จะดีขึ้นอย่างราบรื่นเมื่อเพิ่มขนาดโมเดล ข้อมูล หรือ compute
อ่านงานวิจัยต้นฉบับ: Scaling Laws for Neural Language Models
← ตอนก่อนหน้า: จาก LLM สู่ระบบ AI และ Agent
ตอนถัดไป: จาก LLM ที่เก่งขึ้นไปสู่คำถามเรื่อง AGI →
อ่านทั้งชุด
- คุยกับ AI ตอนที่ 1: การ Train LLM คืออะไร
- คุยกับ AI ตอนที่ 2: ทาย token ถัดไป แล้วเขียนโปรแกรมได้อย่างไร
- คุยกับ AI ตอนที่ 3: Context, Attention และความจำระหว่างคุย
- คุยกับ AI ตอนที่ 4: ทำไมคิดนานขึ้นจึงอาจตอบได้ดีขึ้น
- คุยกับ AI ตอนที่ 5: GPU, VRAM และโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ฝึก LLM
- คุยกับ AI ตอนที่ 6: จาก Base Model มาเป็น Assistant
- คุยกับ AI ตอนที่ 7: LLM จำ เรียนรู้ หรือเดาคำตอบ
- คุยกับ AI ตอนที่ 8: ตาม token ผ่าน Transformer ทีละขั้น
- คุยกับ AI ตอนที่ 9: จาก LLM สู่ระบบ AI และ Agent
- คุยกับ AI ตอนที่ 10: เพิ่ม compute ให้ตอนฝึกหรือตอนตอบ (ตอนนี้)
- คุยกับ AI ตอนที่ 11: จาก LLM ที่เก่งขึ้นไปสู่คำถามเรื่อง AGI