คุยกับ AI ตอนที่ 11: จาก LLM ที่เก่งขึ้นไปสู่คำถามเรื่อง AGI
ทำไมความสามารถยังต่างจากความน่าเชื่อถือ สำรวจงานระยะยาว ความจำ การเรียนรู้ระหว่างทำงาน World Model, AGI และ ASI
ตอนที่ 11 จาก 11 ตอนในชุด คุยกับ AI: จากการ Train LLM ถึง AGI
บันทึกบทสนทนาระหว่าง นพ.สุทธิศักดิ์ เด่นดวงใจ กับ ChatGPT-5.6 Reasoning Instant จากแชตต้นฉบับ คงคำอธิบายและตัวอย่างของ ChatGPT ไว้ โดยปรับหัวข้อ ตาราง และสัญลักษณ์สมการให้อ่านบนเว็บได้สะดวก
ผม: เล่าต่อ
ChatGPT-5.6 Reasoning Instant:
ได้ครับ คราวนี้เราออกจากคำถามว่า “LLM ทำงานอย่างไร” ไปสู่คำถามที่ยังไม่มีคำตอบร่วมกันทั้งวงการ:
LLM/Agent ที่เก่งขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อไรถึงจะเรียกว่า AGI? 🤖🧠
จุดแรกต้องรื้อความเข้าใจผิดก่อนว่า AGI ไม่ใช่ชื่อ architecture ไม่มี specification ว่า:
Transformer + 10T parameters = AGI
และไม่มี AGI.exe ที่รันแล้วขึ้น PASS 😆
1. AGI คืออะไร?
AGI ย่อมาจาก Artificial General Intelligence
คำว่า General สำคัญที่สุด
AI แบบแคบเก่งงานหนึ่ง:
Chess AI
↓
Chess
หรือ:
Image classifier
↓
Image classification
แต่ intelligence ของมนุษย์ general กว่านั้น
คุณสามารถ:
เขียน C#
↓
เรียน framework ใหม่
↓
วาง architecture
↓
อ่าน contract
↓
วางแผนเที่ยว
↓
เรียนทำอาหาร
↓
debug เครื่องซักผ้า
โดยไม่ต้อง train สมองใหม่ทุกงาน
แนวคิด AGI จึงประมาณว่า:
ระบบที่สามารถเรียนรู้และปฏิบัติงานทางปัญญาที่หลากหลายมากในระดับสูง โดย transfer ความสามารถระหว่าง domain ได้
แต่รายละเอียดว่า “ระดับไหนถึงผ่าน” ยังถกเถียงกันมาก
2. ปัญหาคือ LLM ปัจจุบัน General มากแล้ว
นี่ทำให้คำว่า AGI เริ่มวุ่นวาย
โมเดลเดียวสามารถ:
Translate Thai
Write C#
Explain biology
Analyze financial statements
Write SQL
Summarize a contract
Solve mathematics
Generate poetry
Plan software architecture
ถ้าเป็น AI เมื่อ 20 ปีก่อน นี่แทบฟังเหมือน science fiction
แต่เรายังเห็น failure ที่ประหลาดมาก:
โจทย์ยากมาก
✓
โจทย์ง่ายที่ framing แปลกนิดเดียว
✗
หรือ:
เขียน algorithm ซับซ้อน
✓
นับของในภาพผิด
✗
นี่คือ jagged intelligence
3. Jagged Intelligence สำคัญมาก
มนุษย์มีความสามารถค่อนข้างสัมพันธ์กัน
ถ้าคนสามารถเขียน compiler ได้ เราคาดหวังว่าเขาน่าจะ:
นับถึง 20 ได้
เข้าใจคำสั่งง่าย ๆ
ไม่ลืมสิ่งที่พูดเมื่อ 30 วินาทีก่อน
แต่ AI สามารถมี profile:
Programming ██████████
Mathematics █████████
Writing ██████████
Planning ████████
Common sense ██████
Reliability █████
Long-horizon work ████
ดังนั้นคำว่า:
“AI ได้คะแนน PhD-level benchmark”
ไม่ได้หมายความว่า:
“มันมีความสามารถเทียบเท่าคนจบ PhD ในทุกมิติ”
สองอย่างนี้ห่างกันมาก
4. ความสามารถ vs Reliability
นี่อาจเป็น gap ที่สำคัญกว่าการเพิ่ม IQ ของ AI
สมมติ model สามารถแก้งานได้ 95% ต่อขั้น
ฟังดูยอดเยี่ยม
แต่ task มี 50 ขั้น และสมมติแบบง่ายเกินจริงว่าแต่ละขั้น independent:
0.95⁵⁰ ≈ 7.7%
โอกาสผ่านทุกขั้นโดยไม่ผิดเลยเหลือประมาณ 7.7%
แน่นอน โลกจริงไม่ independent แบบนี้ แต่ตัวอย่างแสดงปัญหาได้ดี:
ความผิดพลาดเล็ก ๆ สามารถสะสมใน long-horizon task
Agent จึงต้องมี:
Planning
Checkpoints
Verification
Recovery
Replanning
ไม่ใช่แค่ model ฉลาด
5. Long-horizon autonomy คือกำแพงสำคัญ
งาน:
“เขียน function นี้”
ง่ายกว่า:
“ดูแล software project นี้สามเดือน”
แบบหลังต้อง:
Understand goal
↓
Plan
↓
Work
↓
Encounter unknown problem
↓
Research
↓
Change plan
↓
Remember decisions
↓
Coordinate dependencies
↓
Test
↓
Notice regression
↓
Recover
↓
Continue tomorrow
นี่ต้องการมากกว่า next-token prediction แบบใช้งานครั้งเดียว
ต้องมี system architecture รอบ model
6. Memory ก็เป็นปัญหา
มนุษย์มีหลาย memory systems
แบบหยาบ:
Working memory
Long-term memory
Skills
Experiences
Semantic knowledge
LLM core มี:
Weights
+
Context
Agent system จึงต้องสร้างของเพิ่ม:
Working context
+
External memory
+
Retrieval
+
Project state
ถ้าจัดการไม่ดี:
Agent วันนี้แก้ architecture อย่างหนึ่ง
พรุ่งนี้:
“ทำไม architecture เป็นแบบนี้ครับ?”
ทั้งที่ตัวเองเป็นคนแก้เมื่อวาน 🤦
7. Learning on the job ก็เป็นอีก gap
มนุษย์:
ทำงาน
↓
ผิด
↓
เรียนรู้
↓
เดือนหน้าเก่งขึ้น
LLM inference ปกติ:
ทำงาน
↓
ผิด
↓
ได้รับ correction
↓
ใช้ correction ใน context
แต่ weights:
unchanged
พอ context หาย ความรู้ใหม่นั้นไม่ได้กลายเป็น parameter learning โดยอัตโนมัติ
จึงมีคำถามวิจัยเรื่อง:
Continual Learning
ทำอย่างไรให้ AI เรียนรู้ต่อเนื่องโดยไม่ต้อง retrain ครั้งใหญ่ และไม่ทำลายความสามารถเดิม
8. Catastrophic Forgetting
สมมติ fine-tune model หนักมากให้เก่งกฎหมาย
ก่อน:
Law ██████
Coding ████████
Math ████████
หลัง fine-tune แบบไม่ดี:
Law ██████████
Coding █████
Math ████
โมเดลเรียนของใหม่แต่ทำของเก่าพัง
เรียกปัญหากว้าง ๆ ว่า catastrophic forgetting
มนุษย์เองก็ลืม แต่ neural network มีรูปแบบปัญหานี้ที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง
9. World Model
อีกคำที่สำคัญมาก
ถ้า AI จะวางแผนได้ดี มันต้องคาดการณ์ว่า:
ถ้าทำ X แล้วโลกจะเป็นอย่างไร?
เช่น:
Deploy database migration
↓
Will old app still work?
↓
Will schema break?
↓
Can rollback?
นี่คือการ model:
P(future state | current state, action)
LLM มี world knowledge และ representations บางอย่างจาก training อยู่แล้ว
แต่คำถามคือมันมี world model ที่ robust เพียงพอสำหรับ planning ระยะยาวหรือไม่
นี่เป็นเรื่องที่ยังมีงานวิจัยอีกมาก
10. Grounding
LLM เรียนจาก tokens เป็นหลัก
มนุษย์เรียนจาก:
Vision
Sound
Touch
Movement
Pain
Objects
People
Consequences
Language
เราไม่ได้เรียนคำว่า hot จาก Wikipedia อย่างเดียว 🔥
เราเชื่อมมันกับโลกจริง
AI สมัยใหม่จึงไปทาง multimodal
Text
│
Image ───┼─── Audio
│
Model
│
Video ───┼─── Actions
เมื่อ model เข้าใจภาพ เสียง วิดีโอ และ interaction กับ environment ความรู้ไม่ได้ถูกผูกกับ text อย่างเดียว
11. Robotics คือ Hard Mode
ใน software:
ผิด
↓
unit test fail
↓
ลองใหม่
ในโลกจริง:
Robot:
"ผมคิดว่าน่าจะจับแก้วตรงนี้"
*แก้วแตก*
💀
Physical world มี:
Latency
Noise
Physics
Partial observability
Safety
Irreversible actions
ดังนั้น embodied intelligence ยากกว่า coding agent มาก
12. AGI ไม่จำเป็นต้องมี Robot
นี่ก็ต้องแยก
บาง definition ของ AGI สนใจ:
cognitive/economic tasks
AI อาจทำงานผ่าน:
Computer
Browser
APIs
Software
Communication
โดยไม่มีแขนขาเลย
ถ้าระบบสามารถทำงาน knowledge work ส่วนใหญ่ได้อย่าง general และ autonomous บางคนก็อาจเรียกมันว่า AGI แล้ว
คนอื่นจะไม่ยอมจนกว่าจะ general กว่านั้น
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคุณจะเห็นคนเถียงว่า:
“AGI มาแล้ว”
กับ
“เรายังห่าง AGI มาก”
โดยทั้งคู่ใช้คำว่า AGI คนละ definition
13. ผมชอบคิดเป็น "AGI Ladder" มากกว่าเส้นเดียว
แทน:
Not AGI │ AGI
─────────┼──────
คิดหลาย dimension:
Dimension: Breadth
- คำถาม: ทำงานได้กี่ domain?
Dimension: Depth
- คำถาม: งานยากระดับไหน?
Dimension: Reliability
- คำถาม: ทำถูกสม่ำเสมอไหม?
Dimension: Adaptability
- คำถาม: เจอโจทย์ใหม่เรียนรู้ได้ไหม?
Dimension: Autonomy
- คำถาม: ทำงานเองได้นานแค่ไหน?
Dimension: Memory
- คำถาม: รักษาบริบทระยะยาวได้ไหม?
Dimension: Tool use
- คำถาม: ใช้โลกภายนอกได้ดีไหม?
Dimension: Planning
- คำถาม: วางแผนหลายขั้นได้ไหม?
Dimension: Recovery
- คำถาม: รู้ตัวและแก้เมื่อผิดไหม?
Dimension: Grounding
- คำถาม: เชื่อมสิ่งที่รู้กับโลกจริงได้ไหม?
AI สามารถเก่งบางแกนมาก และยังอ่อนอีกหลายแกน
คำว่า AGI คำเดียวบดรายละเอียดพวกนี้จนแบนเกินไป
14. แล้ว ASI คืออะไร?
ถัดจาก AGI มีคำว่า:
Artificial Superintelligence
หรือ ASI
แนวคิดคือ AI ที่เหนือกว่ามนุษย์อย่างมากในความสามารถทางปัญญาหลากหลายด้าน
ประมาณ:
Human
│
ANI ───────── AGI ───────────── ASI
specific general superhuman
แต่อย่าตีความว่าเป็น evolutionary roadmap ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า:
LLM → AGI → ASI
แน่นอนว่าจะเกิด
เราไม่รู้
15. Recursive Self-Improvement
ตรงนี้คือแนวคิดที่ทำให้คนทั้งตื่นเต้นและกังวล
สมมติ AI เก่งพอที่จะ:
Improve AI research
↓
Design better algorithms
↓
Improve training
↓
Create better AI
↓
Better AI improves AI research
↓
...
เกิด feedback loop:
AI₁
↓ improves
AI₂
↓ improves faster
AI₃
↓
AI₄
นี่คือแนวคิด recursive self-improvement
แต่จาก concept ไปถึงของจริงมีอุปสรรคมหาศาล:
Compute
Experiments
Hardware
Data
Evaluation
Physical constraints
Research uncertainty
Deployment
Safety
AI เขียน paper ว่า “GPU ควรเร็วขึ้น 100 เท่า” ไม่ได้ทำให้ silicon งอกออกมาจากโต๊ะ 😂
16. Intelligence Explosion จึงไม่ใช่ข้อสรุปอัตโนมัติ
บาง scenario เสนอว่า:
Better AI
→ faster AI research
→ even better AI
→ even faster research
→ ...
จน capability เพิ่มอย่างรวดเร็ว
เป็นไปได้ในเชิงแนวคิด แต่ขนาดและความเร็วของ feedback loop เป็นคำถาม empirical
อาจเป็น:
🚀
หรือ:
📈
หรือชน bottleneck:
📈📈📈──────
compute/data/physics
เราไม่ควรแกล้งทำเป็นรู้คำตอบล่วงหน้า
17. สิ่งที่น่าสนใจกว่าคำว่า AGI คือ "Economically Useful Autonomy"
สมมติ AI ยังพลาด benchmark แปลก ๆ อยู่
แต่สามารถ:
รับ GitHub issue
↓
อ่าน repository
↓
แก้ bug
↓
เขียน tests
↓
เปิด PR
↓
ตอบ review
↓
แก้ CI
↓
merge-ready
ได้อย่างน่าเชื่อถือ
นั่นมีผลต่อโลกจริงมหาศาล แม้คนยังเถียงว่า:
“นี่ AGI หรือยัง?”
ในทางเศรษฐกิจ label อาจไม่สำคัญเท่า capability
18. สำหรับ Software Development เราอาจเห็น progression แบบนี้
Autocomplete
↓
Chat assistant
↓
Code generation
↓
Repository-aware assistant
↓
Coding agent
↓
Issue → PR agent
↓
Long-running development agent
↓
Multi-agent software team
สังเกตว่าหลายขั้นไม่ได้ต้องการ model ใหญ่ขึ้นอย่างเดียว
ต้องการ:
Better model
+
Tools
+
Memory
+
Environment
+
Verification
+
Orchestration
นี่ตรงกับสิ่งที่เราเรียนมาตลอดทั้งชุด
19. Multi-Agent น่าสนใจ แต่ไม่ใช่เวทมนตร์
สมมติมี:
Root
│
┌────────┼────────┐
↓ ↓ ↓
Architect Coder Reviewer
│ │ │
└────────┼────────┘
↓
Result
ดูดีมาก
แต่ถ้า agent ทุกตัวใช้ reasoning ผิดแบบเดียวกัน:
Agent A: ผิด
Agent B: เห็นด้วย
Agent C: LGTM
🎉 เราได้ distributed wrongness
ดังนั้น multi-agent มีประโยชน์เมื่อ division of labor, context isolation, independent verification และ coordination มีเหตุผลจริง ไม่ใช่เพิ่ม agent เพื่อให้แผนภาพดูอลังการ
20. และนี่กลับมาที่สิ่งสำคัญที่สุด: Feedback
ลองดู progression ทั้งหมด:
LLM
Prompt → Answer
เพิ่ม reasoning:
Prompt
↓
Think
↓
Answer
เพิ่ม tools:
Think
↓
Act
↓
Observe
↓
Answer
เพิ่ม agent:
Think
↓
Act
↓
Observe
↓
Evaluate
↓
Replan
↓
Act
↓
...
เพิ่ม verification:
Plan
↓
Act
↓
Observe
↓
VERIFY
↓
wrong?
↙ ↘
yes no
↓ ↓
fix continue
Feedback loop คือสิ่งที่เปลี่ยน LLM จากเครื่องสร้างข้อความให้กลายเป็นระบบที่สามารถทำงานได้
ถ้ารวบทั้งซีรีส์ตั้งแต่คำถามแรก
เราเริ่มจาก:
“อะไรคือการ Train LLM?”
ตอนนี้เรามาถึง:
DATA
│
▼
PRE-TRAINING
│
▼
BASE MODEL
│
▼
POST-TRAINING
│
▼
REASONING MODEL
│
▼
┌───────────────────────┐
│ AI SYSTEM │
│ │
│ Context │
│ Memory │
│ Retrieval │
│ Tools │
│ Reasoning │
│ Verification │
└──────────┬────────────┘
▼
AGENT
│
▼
Long-horizon work
│
▼
Greater generality /
autonomy
│
▼
AGI ?
เครื่องหมาย ? ตรงท้ายสำคัญที่สุด
เพราะ เราไม่มีเส้นชัย AGI ที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน
และผมคิดว่าตอนต่อไปควรกลับจากปรัชญามาหาของที่จับต้องได้อีกครั้ง:
ถ้าคุณอยาก Train LLM เองจริง ๆ ต้องทำอย่างไร?
เราสามารถเริ่มตั้งแต่โมเดลจิ๋วบนเครื่องเดียว เช่นสร้าง Transformer เล็ก ๆ, เตรียม tokenizer และ dataset, train next-token prediction แล้วดู loss ลดด้วยตาตัวเอง จากนั้นค่อยไป LoRA / QLoRA → Fine-tuning open model → RAG → Agent
ตรงนั้นคุณจะเห็นว่าแนวคิดทั้งหมดที่เราเล่ามา ไม่ได้เป็นคาถาของบริษัท AI ยักษ์ใหญ่ แต่คุณสามารถสร้างฉบับจิ๋วด้วยตัวเองได้จริงครับ 🔬💻
← ตอนก่อนหน้า: เพิ่ม compute ให้ตอนฝึกหรือตอนตอบ
อ่านทั้งชุด
- คุยกับ AI ตอนที่ 1: การ Train LLM คืออะไร
- คุยกับ AI ตอนที่ 2: ทาย token ถัดไป แล้วเขียนโปรแกรมได้อย่างไร
- คุยกับ AI ตอนที่ 3: Context, Attention และความจำระหว่างคุย
- คุยกับ AI ตอนที่ 4: ทำไมคิดนานขึ้นจึงอาจตอบได้ดีขึ้น
- คุยกับ AI ตอนที่ 5: GPU, VRAM และโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ฝึก LLM
- คุยกับ AI ตอนที่ 6: จาก Base Model มาเป็น Assistant
- คุยกับ AI ตอนที่ 7: LLM จำ เรียนรู้ หรือเดาคำตอบ
- คุยกับ AI ตอนที่ 8: ตาม token ผ่าน Transformer ทีละขั้น
- คุยกับ AI ตอนที่ 9: จาก LLM สู่ระบบ AI และ Agent
- คุยกับ AI ตอนที่ 10: เพิ่ม compute ให้ตอนฝึกหรือตอนตอบ
- คุยกับ AI ตอนที่ 11: จาก LLM ที่เก่งขึ้นไปสู่คำถามเรื่อง AGI (ตอนนี้)